ระบบภาษีของเยอรมนีเป็นระบบที่ซับซ้อนแต่มีโครงสร้างชัดเจน โดยรัฐจัดเก็บภาษีจากรายได้ การบริโภค และทรัพย์สินต่างๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและสวัสดิการสังคม เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน การขอเงินคืนภาษีในเยอรมนี (ภาษาเยอรมันเรียกว่า Steuererklärung) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและควรรู้ ถ้าคุณอาศัยอยู่ในเยอรมนี หรือ วางแผนจะย้ายมาอยู่ที่นี่
Steuererklärung คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ หรือ การยื่นภาษีประจำปี ในประเทศเยอรมนีเป็นกระบวนการที่บุคคลหรือคู่สมรสแจ้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และข้อมูลทางการเงินทั้งหมดให้กับกรมสรรพากรเยอรมัน (Finanzamt) เพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริงในปีนั้น ๆ
ระหว่างปี นายจ้างจะหักภาษีจากเงินเดือนของคุณทุกเดือน (Lohnsteuer) แล้วส่งให้รัฐ แต่จำนวนที่หักอาจ มากเกินไป หรือ น้อยเกินไป เมื่อสิ้นปี คุณสามารถยื่น Steuererklärung เพื่อให้รัฐตรวจสอบและคำนวณใหม่ หากจ่ายเกินจะได้รับเงินคืน (Steuerrückerstattung) แต่ถ้าจ่ายน้อยจะต้องจ่ายเพิ่ม
การขอเงินคืนภาษีเป็นกระบวนการที่คนทำงานส่วนใหญ่สามารถทำได้ เพื่อขอคืนภาษีที่จ่ายเกินในระหว่างปี โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้จากการทำงานประจำหรือผู้ที่มีรายได้หลายแหล่ง
รายการค่าใช้จ่ายที่สามารถขอคืนภาษีได้ (Steuererklärung)
ในเยอรมนี กรมสรรพากรอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายบางประเภทออกจากรายได้ เพื่อคำนวณภาษีที่แท้จริง ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับเงินคืนมากขึ้น รายการหลัก ๆ ได้แก่
1️⃣ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำงาน (Werbungskosten)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะการทำงาน ซึ่งพนักงานในเยอรมนีสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อให้คำนวณภาษีจากรายได้สุทธิที่แท้จริง
กฎหมายเยอรมันถือว่าทุกคนมีค่าใช้จ่ายในการทำงานอย่างน้อย 1,230 ยูโรต่อปี (ตั้งแต่ปี 2023) โดยไม่ต้องยื่นหลักฐาน (Werbungskostenpauschale) แต่ถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่านั้น สามารถยื่นหลักฐานเพื่อขอหักตามจำนวนจริงได้
ประเภทของ Werbungskosten ที่พบบ่อย
✅ ค่าเดินทางไปทำงาน (Fahrtkosten)
- ➤ หักได้ 0.30 ยูโรต่อกิโลเมตร (เฉพาะระยะทางขาเดียวจากบ้านไปที่ทำงาน) เช่น
- ตัวอย่าง: เดินทาง 20 กม. ไปทำงาน 220 วันต่อปี → 20 × 0.30 × 220 = 1,320 ยูโร
✅ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน (Arbeitsmittel)
เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องเขียน หากราคาสินค้าต่ำกว่า 952 ยูโร (รวมภาษี) สามารถหักได้เต็มจำนวนในปีนั้น เช่น ซื้อโน้ตบุ๊ก 800 ยูโร เพื่อใช้ทำงาน → หักได้ 800 ยูโร
✅ ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต (Telefon- und Internetkosten)
หากใช้เพื่อการทำงานบางส่วน สามารถหักได้ตามสัดส่วน เช่น 20–30% ของค่าใช้จ่ายรายเดือน
✅ ค่าอบรมหรือพัฒนาทักษะอาชีพ (Fortbildungskosten)
เช่น คอร์สเรียนภาษาเยอรมันเพื่อใช้ในงาน หรืออบรมเฉพาะทาง รวมถึงค่าเดินทางและค่าที่พักระหว่างอบรม
✅ ค่าเช่าห้องพักที่สอง (Doppelte Haushaltsführung)
สำหรับผู้ที่ต้องย้ายไปทำงานต่างเมืองแต่ยังคงมีบ้านหลักอยู่ สามารถหักค่าเช่าห้อง ค่าเดินทางกลับบ้าน และค่าอาหารบางส่วนได้
✅ ค่าใช้จ่ายในการสมัครงาน (Bewerbungskosten)
เช่น ค่าถ่ายรูปสมัครงาน ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าส่งจดหมาย หรือค่าเดินทางไปสัมภาษณ์งาน
✅ ค่าธรรมเนียมสหภาพแรงงานหรือสมาคมวิชาชีพ (Gewerkschaftsbeiträge)
เช่น ค่าสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือสมาคมวิศวกร แพทย์ ครู ฯลฯ
ตัวอย่าง เช่น
คุณทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายดังนี้ในปี 2024
- 1. เดินทางไปทำงาน 25 กม. × 0.30 × 220 วัน = 1,650 ยูโร
- 2. ซื้อโน้ตบุ๊ก 900 ยูโร
- 3. ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำงาน 25% ของค่าใช้จ่ายรายปี 480 ยูโร × 25% = 120 ยูโร
- 4. เข้าอบรมคอร์สโปรแกรมมิ่ง 600 ยูโร
รวมค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 3,270 ยูโร
เมื่อยื่นภาษี เขาสามารถใช้ยอดนี้แทนค่าใช้จ่ายมาตรฐาน 1,230 ยูโร ทำให้ได้รับเงินคืนภาษีมากขึ้น
Werbungskosten คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงาน ซึ่งสามารถใช้ลดฐานภาษีได้ หากมีหลักฐานชัดเจนและเก็บใบเสร็จไว้ครบถ้วน.
Gut zu wissen - รู้ไว้ก็ดีนะ
Werbungskosten คือ สิ่งรายจ่ายที่เราต้องจ่ายเองจึงจะสามารถยื่นขอเงินภาษีคืนได้ แต่ถ้าบริษัทเป็นคนจ่าย หรือ สิ่งที่เราซื้อ ไม่ใช่เพื่อการทำงาน จะไม่ได้รับเงินคืน เช่น
- เราซื้อ Notebook เพื่อใช้ส่วนตัว
- ทำ Weiterbildung แต่บริษัทเป็นออกค่าใช้จ่ายให้
2️⃣ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบางประเภท (Sonderausgaben)
คือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่กฎหมายเยอรมันอนุญาตให้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพราะถือว่าเป็นภาระทางการเงินที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงาน แต่มีผลต่อฐานะทางการเงินของผู้เสียภาษี
- ➤ ทุกคนสามารถหักค่าใช้จ่ายประเภทนี้ได้บางส่วนตามที่กฎหมายกำหนด
- ➤ ต้องมีหลักฐานการจ่ายจริง เช่น ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารจากบริษัทประกัน
- ➤ หากยื่นแบบภาษีร่วมกับคู่สมรส สามารถรวมค่าใช้จ่ายของทั้งคู่ได้
ประเภทของ Sonderausgaben ที่พบบ่อย
✅ ค่าประกันต่าง ๆ (Versicherungsbeiträge)
- ➤ ประกันสุขภาพ (Krankenversicherung) เช่น ค่าประกันสุขภาพภาคบังคับหรือภาคสมัครใจ
- ➤ ประกันบำนาญ (Rentenversicherung) เงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญของรัฐหรือเอกชน
- ➤ ประกันชีวิต (Lebensversicherung) เฉพาะบางประเภทที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมระยะยาว
✅ เงินบริจาค (Spenden)
- ➤ เงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศล มูลนิธิ หรือโบสถ์ที่ได้รับการรับรองจากรัฐ
- ➤ ต้องมีใบเสร็จรับเงินบริจาค (Spendenbescheinigung)
ตัวอย่าง:
บริจาคให้สภากาชาดเยอรมัน 200 ยูโร → หักได้เต็มจำนวน
✅ ค่าเลี้ยงดูบุคคลอื่น (Unterhaltszahlungen)
เช่น ค่าเลี้ยงดูคู่สมรสที่แยกกันอยู่ หรือบิดามารดาที่ไม่มีรายได้ (ต้องมีหลักฐานการโอนเงินและเอกสารยืนยันความจำเป็น)
ตัวอย่าง:
ส่งเงินให้พ่อแม่ในต่างประเทศเดือนละ 200 ยูโร รวมปีละ 2,400 ยูโร → สามารถหักได้บางส่วนตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
✅ ค่าเล่าเรียนของบุตร (Schul- und Studiengebühren)
เช่น สำหรับโรงเรียนเอกชนหรือมหาวิทยาลัยเอกชนในเยอรมนี หรือประเทศในสหภาพยุโรป สามารถหักได้สูงสุด 30% ของค่าเล่าเรียน (ไม่รวมค่าที่พักหรืออาหาร)
ตัวอย่าง:
จ่ายค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชนให้บุตร 6,000 ยูโร → หักได้ 1,800 ยูโร
✅ เงินสมทบให้โบสถ์ (Kirchensteuer)
สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกของศาสนาที่เก็บภาษี เช่น โบสถ์คาทอลิกหรือโปรเตสแตนต์ ภาษีนี้จะถูกหักจากเงินเดือนโดยอัตโนมัติและสามารถนำมาหักลดหย่อนได้เต็มจำนวน
Sonderausgaben คือค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่รัฐเห็นว่าเป็นภาระจำเป็น เช่น ค่าประกัน เงินบริจาค หรือค่าเลี้ยงดู ซึ่งสามารถใช้ลดฐานภาษีได้หากมีหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน.
3️⃣ ค่าใช้จ่ายจากการซ้อมแซม ดูแลภายในบ้าน (Haushaltsnahe Dienstleistungen)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ้างบุคคลหรือบริษัทมาทำงานภายในบ้านของคุณ เช่น ทำความสะอาด ซ่อมแซม ดูแลสวน หรือดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐเยอรมนีอนุญาตให้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการและจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย
- ➤ ต้องเป็นสิ่งที่ทำภายในบ้านหรือบริเวณบ้านของคุณเอง
- ➤ ต้องมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร (ห้ามจ่ายเงินสด)
- ➤ ต้องมีใบแจ้งหนี้หรือเอกสารยืนยันจากผู้ให้บริการ
- ➤ สามารถหักภาษีได้สูงสุด 20% ของค่าใช้จ่าย (แต่ไม่เกิน 4,000 ยูโรต่อปี)
✅ บริการทำความสะอาดบ้าน
จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดรายสัปดาห์ หรือ จ้างบริษัททำความสะอาดพรมหรือหน้าต่าง
ตัวอย่าง:
จ้างแม่บ้านเดือนละ 150 ยูโร × 12 เดือน = 1,800 ยูโร
→ หักภาษีได้ 20% = 360 ยูโร
✅ บริการดูแลสวน (Gartenarbeit)
ตัดหญ้า ตัดต้นไม้ ปลูกต้นไม้ หรือดูแลสนามหญ้า หรือ เก็บกวาดใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง
ตัวอย่าง:
จ้างบริษัทดูแลสวนปีละ 1,000 ยูโร
→ หักภาษีได้ 20% = 200 ยูโร
✅ บริการดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กที่บ้าน
เช่น จ้างพี่เลี้ยงเด็ก (Babysitter) หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Pflegekraft) (ต้องเป็นการดูแลที่เกิดขึ้น ในบ้านของคุณ)
ตัวอย่าง:
จ้างพี่เลี้ยงเด็กเดือนละ 250 ยูโร × 10 เดือน = 2,500 ยูโร
→ หักภาษีได้ 20% = 500 ยูโร
✅ บริการซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆในบ้าน
เช่น การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมประตู หน้าต่าง หรือระบบน้ำ หรือ งานซ่อมที่ไม่ใช่การปรับปรุงใหญ่ (Renovierung)
ตัวอย่าง:
จ้างช่างมาซ่อมเครื่องซักผ้า 200 ยูโร (เฉพาะค่าแรง)
→ หักภาษีได้ 20% = 40 ยูโร
🚫 สิ่งที่ไม่สามารถหักได้
- ➤ ค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ (เช่น สี ท่อ น้ำยา)
- ➤ งานก่อสร้างหรือปรับปรุงใหญ่ เช่น ต่อเติมบ้าน
- ➤ งานที่ทำอยู่นอกพื้นที่บ้าน เช่น ซ่อมรถยนต์
Haushaltsnahe Dienstleistungen คือค่าใช้จ่ายจากการจ้างบริการภายในบ้าน เช่น ทำความสะอาด ซ่อมแซม ดูแลสวน หรือดูแลคนในครอบครัว ซึ่งสามารถนำมาหักภาษีได้สูงสุด 20% ของค่าใช้จ่ายต่อปี โดยต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินและใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง.
4️⃣ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา (Ausbildungskosten / Fortbildungskosten)
คือ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือการฝึกอบรมที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นอาชีพใหม่ หรือพัฒนาทักษะในอาชีพที่ทำอยู่ ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ในเยอรมนี
ความแตกต่างระหว่าง Ausbildungskosten และ Fortbildungskosten
Ausbildungskosten (ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเบื้องต้น) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการเรียนหรือฝึกอบรม “ก่อนเริ่มทำงานอาชีพแรก” เช่น
- ➤ เรียนมหาวิทยาลัยครั้งแรก
- ➤ เรียนวิชาชีพ (Ausbildung)
- ➤ เรียนหลักสูตรปริญญาตรี
ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ถือเป็น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Sonderausgaben) สามารถหักได้สูงสุด 6,000 ยูโรต่อปี
ตัวอย่าง:
คุณเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองมิวนิก มีค่าใช้จ่ายดังนี้
- ค่าเดินทางไปเรียน 800 ยูโร
- ค่าอุปกรณ์การเรียน 400 ยูโร
- ค่าเช่าห้องพักใกล้มหาวิทยาลัย 3,000 ยูโร
→ สามารถหักได้รวม 4,200 ยูโร (ไม่เกิน 6,000 ยูโรต่อปี)
Fortbildungskosten (ค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการเรียนเพิ่มเติม “หลังจากเริ่มทำงานแล้ว” เพื่อพัฒนาความรู้หรือทักษะในสายงานเดิม เช่น
- ➤ คอร์สเรียนภาษาเพื่อใช้ในงาน
- ➤ อบรมเฉพาะทาง เช่น โปรแกรมมิ่ง การตลาด การบัญชี
- ➤ ค่าเดินทางไปอบรม สัมมนา หรือประชุมวิชาชีพ
ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ถือเป็น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำงาน (Werbungskosten) สามารถหักได้ตามจำนวนจริง
ตัวอย่าง:
นายมาร์คเป็นวิศวกร เขาเข้าอบรมหลักสูตร AutoCAD เพื่อพัฒนาทักษะในงาน
- ค่าอบรม 1,200 ยูโร
- ค่าเดินทางไปอบรม 300 ยูโร
- ค่าที่พักระหว่างอบรม 200 ยูโร
→ รวมค่าใช้จ่ายที่หักได้ 1,700 ยูโร
ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักได้
- ➤ ค่าเล่าเรียนหรือค่าอบรม
- ➤ ค่าเดินทางไปเรียนหรืออบรม
- ➤ ค่าที่พัก (ถ้าต้องไปเรียนต่างเมือง)
- ➤ ค่าอุปกรณ์การเรียน เช่น หนังสือ โน้ตบุ๊ก เครื่องเขียน
- ➤ ค่าธรรมเนียมสอบหรือใบรับรองวิชาชีพ
🚫 สิ่งที่ไม่สามารถหักได้
- ➤ ค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั่วไป
- ➤ ค่าเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพ เช่น เรียนศิลปะเป็นงานอดิเรก
- ➤ ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐานการจ่าย หรือ ใบเสร็จรับรอง
ทั้งสองประเภทช่วยลดฐานภาษีได้ หากมีหลักฐานการจ่ายครบถ้วนและเกี่ยวข้องกับอาชีพโดยตรง
- ➤ Ausbildungskosten = ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา “ก่อนเริ่มทำงาน” → หักได้สูงสุด 6,000 ยูโรต่อปี
- ➤ Fortbildungskosten = ค่าใช้จ่ายเพื่อ “พัฒนาทักษะในอาชีพ” → หักได้ตามจริงไม่จำกัดจำนวน
5️⃣ ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Selbstständige)
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการดำเนินธุรกิจหรือการทำงานอิสระ ซึ่งสามารถนำมาหักออกจากรายได้รวม เพื่อคำนวณ “กำไรสุทธิ” ที่ต้องเสียภาษีในเยอรมนี
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freiberufler หรือ Gewerbetreibende) ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และบันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง เพราะกรมสรรพากร (Finanzamt) อาจตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
ประเภทของค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้
✅ ค่าอุปกรณ์และเครื่องมือทำงาน (Arbeitsmittel) เช่น
- ➤ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ กล้อง เครื่องพิมพ์
- ➤ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้
- ➤ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ใช้ในการทำงาน
ตัวอย่าง:
นักออกแบบกราฟิกซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 1,500 ยูโร และโปรแกรมออกแบบ 300 ยูโร → หักได้รวม 1,800 ยูโร
✅ ค่าเช่าสำนักงานหรือพื้นที่ทำงาน (Büromiete / Arbeitszimmer)
- ➤ หากเช่าสำนักงานภายนอก หักได้เต็มจำนวน
- ➤ หากทำงานจากบ้าน (Home Office) สามารถหักค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้ทำงาน
ตัวอย่าง:
ใช้ห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เป็นสำนักงาน (20% ของพื้นที่ทั้งหมด)
ค่าเช่าบ้านเดือนละ 1,000 ยูโร → หักได้ 20% = 200 ยูโรต่อเดือน
✅ ค่าเดินทางและการติดต่อธุรกิจ (Reise- und Fahrtkosten)
- ➤ ค่าเดินทางไปพบลูกค้า
- ➤ ค่าที่พักและค่าเดินทางไปประชุมหรือสัมมนา
- ➤ ค่าน้ำมันหรือค่าโดยสารสาธารณะ
ตัวอย่าง:
เดินทางไปพบลูกค้าที่แฟรงก์เฟิร์ต 3 ครั้ง รวมค่าเดินทางและที่พัก 600 ยูโร
→ หักได้เต็มจำนวน 600 ยูโร
✅ ค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสาร (Kommunikationskosten)
- ➤ ค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือบริการออนไลน์ที่ใช้ในงาน
- ➤ หากใช้ร่วมกับส่วนตัว ให้หักตามสัดส่วน เช่น 50%
ตัวอย่าง:
ค่าอินเทอร์เน็ตปีละ 480 ยูโร ใช้เพื่อธุรกิจ 60% → หักได้ 288 ยูโร
✅ ค่าการตลาดและโฆษณา (Werbung und Marketing)
- ➤ ค่าออกแบบเว็บไซต์ นามบัตร โฆษณาออนไลน์
- ➤ ค่าจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์
ตัวอย่าง:
จ่ายค่าโฆษณาในโซเชียลมีเดีย 1,000 ยูโร → หักได้เต็มจำนวน
✅ ค่าที่ปรึกษาและบริการทางบัญชี (Beratung und Buchhaltung)
- ➤ ค่าจ้างนักบัญชี (Steuerberater)
- ➤ ค่าบริการซอฟต์แวร์บัญชี
- ➤ ค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจหรือกฎหมาย
ตัวอย่าง:
จ้างนักบัญชีช่วยยื่นภาษีปีละ 800 ยูโร → หักได้เต็มจำนวน
✅ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะ (Fortbildungskosten)
- ➤ คอร์สเรียน อบรม หรือสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ
- ➤ ค่าเดินทางและที่พักระหว่างอบรม
ตัวอย่าง:
เข้าร่วมอบรมการตลาดดิจิทัล 500 ยูโร + ค่าเดินทาง 150 ยูโร
→ หักได้ 650 ยูโร
ตัวอย่างรวม:
นางซาร่าทำงานเป็นนักแปลอิสระ มีรายได้ปีละ 40,000 ยูโร และมีค่าใช้จ่ายดังนี้
- คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ 1,200 ยูโร
- ค่าเช่าห้องทำงาน 2,400 ยูโร
- ค่าอินเทอร์เน็ต 300 ยูโร
- ค่าเดินทางไปพบลูกค้า 500 ยูโร
- ค่าที่ปรึกษาภาษี 600 ยูโร
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 5,000 ยูโร
รายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี = 40,000 – 5,000 = 35,000 ยูโร
ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Selbstständige) คือ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น อุปกรณ์ทำงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเดินทาง หรือค่าที่ปรึกษา ซึ่งสามารถนำมาหักภาษีได้เต็มจำนวน หากมีหลักฐานการจ่ายและเกี่ยวข้องกับงานโดยตรง
6️⃣ ค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ
คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และ เกินกว่าค่าใช้จ่ายปกติของชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐเยอรมนีอนุญาตให้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของผู้เสียภาษี
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักเกิดจากเหตุจำเป็น เช่น การเจ็บป่วย ภัยพิบัติ หรือการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
ที่สำคัญ คือ
- ➤ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็นจริง” และ “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
- ➤ ต้องมีหลักฐานการจ่าย เช่น ใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ หรือเอกสารราชการ
- ➤กรมสรรพากรจะพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายนั้น เกินความสามารถในการรับภาระตามปกติ หรือไม่ โดยอิงจากรายได้และสถานะครอบครัว
ประเภทของค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ ที่พบบ่อย เช่น
✅ ค่ารักษาพยาบาล (Krankheitskosten)
- ➤ ค่ายา ค่ารักษา ค่าผ่าตัด หรือค่าทันตกรรมที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม
- ➤ ค่าซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น แว่นตา เครื่องช่วยฟัง รถเข็น
- ➤ ต้องมีใบรับรองแพทย์ (ärztliches Attest) ยืนยันความจำเป็น
ตัวอย่าง:
คุณเข้ารับการผ่าตัดฟันและจ่ายเอง 1,200 ยูโร (ไม่ครอบคลุมโดยประกัน)
→ สามารถนำมาหักภาษีได้บางส่วนตามเกณฑ์รายได้
✅ ค่าใช้จ่ายในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (Pflegekosten) เช่น
- ➤ ค่าดูแลผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่บ้าน
- ➤ ค่าบริการสถานดูแล (Pflegeheim)
- ➤ ต้องมีใบรับรองระดับการดูแล (Pflegegrad)
ตัวอย่าง:
นายคาร์ลดูแลแม่ที่มี Pflegegrad 3 และจ่ายค่าผู้ดูแล 4,000 ยูโรต่อปี
→ สามารถหักได้บางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ
7️⃣ ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือครอบครัว (Unterstützung von Angehörigen) เช่น
- ➤ ส่งเงินช่วยเหลือพ่อแม่หรือญาติที่อยู่ในเยอรมนีหรือต่างประเทศ
- ➤ ต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้รับเงินไม่มีรายได้เพียงพอ
ตัวอย่าง:
ส่งเงินให้พ่อแม่ในต่างประเทศเดือนละ 200 ยูโร รวมปีละ 2,400 ยูโร
→ หักได้บางส่วนตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
✅ ค่าใช้จ่ายจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน (Katastrophenschäden) เช่น
- ➤ ความเสียหายจากน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือพายุ
- ➤ต้องมีเอกสารยืนยันจากหน่วยงานท้องถิ่น และหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
ตัวอย่าง:
บ้านได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ต้องซ่อมแซมมูลค่า 5,000 ยูโร
→ สามารถยื่นขอหักภาษีได้บางส่วน
✅ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายบางประเภท (Gerichtskosten / Anwaltskosten) เช่น
- ➤ ค่าทนายหรือค่าศาลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัว เช่น คดีครอบครัว มรดก หรือการดูแลบุตร
- ➤ ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นกรณีจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวอย่าง:
จ่ายค่าทนายในคดีสิทธิการดูแลบุตร 2,000 ยูโร → หักได้บางส่วน
ตัวอย่างรวม
คุณมีค่าใช้จ่ายพิเศษในปี 2024 ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาลที่ประกันไม่ครอบคลุม 1,500 ยูโร
- ค่าดูแลแม่ที่บ้าน 3,000 ยูโร
- ส่งเงินช่วยเหลือพ่อแม่ในต่างประเทศ 2,400 ยูโร
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 6,900 ยูโร
กรมสรรพากรจะคำนวณส่วนที่เกินจาก ภาระปกติ ตามรายได้ของคุณ และหักออกจากฐานภาษีได้
Außergewöhnliche Belastungen คือ ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดจากเหตุจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ หรือภัยพิบัติ ซึ่งสามารถนำมาหักภาษีได้บางส่วน หากมีหลักฐานยืนยันและเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง.
การเก็บใบเสร็จและหลักฐานค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ตลอดปีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะกรมสรรพากรอาจขอเอกสารเพิ่มเติมเมื่อพิจารณาการคืนภาษี
ขั้นตอนการขอเงินคืนภาษีในเยอรมนี
1️⃣ เตรียมเอกสารที่จำเป็น
- ➤ ใบรับรองรายได้ประจำปี (Lohnsteuerbescheinigung) จากนายจ้าง
- ➤ เอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถหักลดหย่อนได้ เช่น
- – ค่าเดินทางไปทำงาน (Fahrtkosten)
- – ค่าเช่าบ้านหากย้ายที่อยู่เพื่อทำงาน (Umzugskosten)
- – ค่าประกันสุขภาพและประกันสังคม
- – ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเพิ่มเติม (Fortbildungskosten)
- ➤ หมายเลขภาษี (Steuer-ID) และหมายเลขบัญชีธนาคารในเยอรมนี
2️⃣ ยื่นแบบภาษี
- ➤ สามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรเยอรมันที่ชื่อว่า ELSTER (เว็บไซต์: elster.de)
- ➤ หรือใช้บริการซอฟต์แวร์ช่วยยื่นภาษี เช่น WISO, Taxfix, Smartsteuer เป็นต้น
- ➤ หากไม่สะดวกทำเอง สามารถจ้างนักบัญชี (Steuerberater) ช่วยจัดการได้
3️⃣ กำหนดเวลาในการยื่น
- ➤ สำหรับผู้ที่ต้องยื่นภาษี (เช่น มีรายได้หลายแหล่ง หรือคู่สมรสยื่นร่วมกัน): ต้องยื่นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ของปีถัดไป
- ➤ สำหรับผู้ที่ยื่นโดยสมัครใจ (freiwillige Steuererklärung): สามารถยื่นย้อนหลังได้ถึง 4 ปี
4️⃣ การคืนเงิน
- ➤ หลังจากยื่นแบบแล้ว กรมสรรพากร (Finanzamt) จะตรวจสอบและส่งเอกสารแจ้งผล (Steuerbescheid)
- ➤ หากมีเงินคืน จะโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ระบุไว้ โดยปกติใช้เวลาประมาณ 1–3 เดือน
ข้อมูลที่ต้องระบุใน Steuererklärung
- ➤ รายได้ทั้งหมดในปีนั้น (จากงานประจำ งานเสริม หรือธุรกิจส่วนตัว)
- ➤ ค่าใช้จ่ายที่สามารถหักลดหย่อนได้ เช่น ค่าเดินทาง ค่าประกัน ค่าการศึกษา
- ➤ สถานะครอบครัว (โสด แต่งงาน มีบุตร ฯลฯ)
- ➤ หมายเลขภาษี (Steuer-ID) และบัญชีธนาคาร
ผลลัพธ์หลังยื่น
หลังจากยื่นแล้ว กรมสรรพากรจะส่งเอกสารชื่อว่า Steuerbescheid ซึ่งระบุผลการคำนวณภาษี
- ➤ ถ้าในระหว่างปีคุณจ่ายเกิน → คุณจะได้รับเงินคืน
- ➤ แต่ถ้าในระหว่างปีคุณจ่ายต่ำกว่า จำนวนที่คุณต้องจ่าย → ทางรัฐจะเรียกเก็บเพิ่ม คือ คุณต้องจ่ายเพิ่ม
สาเหตุหลักที่ทำให้ต้อง “จ่ายภาษีเพิ่ม” หลังยื่น Steuererklärung ในเยอรมนี
แม้หลายคนจะได้รับเงินคืนภาษี แต่บางกรณีกลับต้อง จ่ายเพิ่ม เพราะระหว่างปีมีการหักภาษีไม่ครบหรือมีรายได้เพิ่มเติมที่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณไว้ตั้งแต่ต้น สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
✅ มีรายได้หลายแหล่ง (Mehrere Einkünfte)
เช่น
- ➤ ทำงานประจำและมีงานพาร์ทไทม์หรือฟรีแลนซ์เพิ่ม
- ➤ ได้รับรายได้จากการให้เช่าบ้าน (Mieteinnahmen)
- ➤ มีรายได้จากต่างประเทศ
รายได้เหล่านี้ไม่ได้ถูกหักภาษีอัตโนมัติ ทำให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ภาษีที่ต้องจ่ายจริงสูงกว่าที่ถูกหักไว้
✅ ยื่นภาษีร่วมกับคู่สมรส (Ehegattenveranlagung)
หากคู่สมรสมีรายได้ต่างกันมาก ระบบคำนวณภาษีแบบรวมอาจทำให้บางปีต้องจ่ายเพิ่ม โดยเฉพาะถ้าฝ่ายหนึ่งมีรายได้สูงกว่ามาก
✅ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีระหว่างปี (z. B. Kurzarbeitergeld, Elterngeld)
เงินช่วยเหลือจากรัฐบางประเภท เช่น
- ➤ เงินชดเชยช่วงทำงานสั้น (Kurzarbeitergeld)
- ➤ เงินลาคลอด (Elterngeld)
- ➤ เงินว่างงาน (Arbeitslosengeld I)
แม้จะไม่ต้องเสียภาษีโดยตรง แต่จะถูกนำมาคำนวณในอัตราภาษีรวม (Progressionsvorbehalt) ทำให้ภาษีโดยรวมสูงขึ้น
✅ เปลี่ยนงานหรือมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
หากเปลี่ยนงานกลางปี นายจ้างใหม่อาจคำนวณภาษีจากรายได้เฉลี่ยที่ไม่ตรงกับรายได้จริงทั้งปี ทำให้ภาษีที่หักไว้ไม่เพียงพอ
✅ ใช้ Steuerklasse ไม่เหมาะสม
ระบบภาษีของเยอรมนีมี 6 ระดับ (Steuerklassen) หากเลือกผิด เช่น คู่สมรสเลือกคลาสที่ไม่สมดุล (เช่น III/V) อาจทำให้ฝ่ายหนึ่งถูกหักภาษีน้อยเกินไป และต้องจ่ายเพิ่มเมื่อยื่นภาษี
✅ ไม่มีค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนเพียงพอ
หากไม่มีค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อน เช่น ค่าเดินทาง ค่าประกัน หรือค่าอบรม ภาษีที่คำนวณจริงอาจสูงกว่าที่ถูกหักไว้
โดยสรุป การต้องจ่ายภาษีเพิ่มมักเกิดจาก “รายได้ที่ไม่ได้ถูกหักภาษีไว้ล่วงหน้า” หรือ “การคำนวณภาษีระหว่างปีไม่ตรงกับรายได้จริง” การตรวจสอบข้อมูลรายได้และ Steuerklasse ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นปีจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก.
Steuererklärung คือการยื่นแบบภาษีเพื่อให้รัฐคำนวณภาษีที่แท้จริงของคุณในปีนั้น ๆ และเป็นโอกาสสำคัญในการขอเงินคืนภาษีที่จ่ายเกินระหว่างปี
เคล็ดลับเล็กน้อย
- คนทำงานประจำส่วนใหญ่ในเยอรมนี มักได้รับเงินคืนเฉลี่ยหลายร้อยยูโรต่อปี ดังนั้นการยื่นแสดงรายการภาษีเพื่อขอเงินภาษีคืน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
- การเก็บใบเสร็จและหลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดปีจะช่วยให้ขอคืนภาษีได้มากขึ้น
หากคุณต้องการข้อมูลเฉพาะสำหรับกรณีของนักเรียนต่างชาติหรือผู้ทำงานพาร์ทไทม์ในเยอรมนี กระบวนการจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย เช่น การยื่นแบบสำหรับผู้ไม่มีรายได้เต็มปีหรือผู้ถือวีซ่านักเรียน.
การยื่นภาษีคืนในเยอรมนี ไม่เพียงเป็นหน้าที่ทางกฎหมายของบางกลุ่มเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาส” ที่จะได้รับเงินคืนจากภาษีที่ถูกหักเกินระหว่างปีอีกด้วย





Leave a Review